บทความดี ๆ …………….”วิตามินซี” เพื่อสุขภาพ

“วิตามินซี” เพื่อสุขภาพ

มาทำความรู้จักกับ “วิตามินซี” กับบทบาทสำคัญ … คุณสมบัติที่โดดเด่นของวิตามินซี ก็คือ ความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) นั่นเอง โดยประโยชน์หลักๆ เมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีเป็นประจำ คือ เพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง บำรุงผิวพรรณหรือชะลอความแก่ ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันหรือเหงือกอักเสบ ในทางกลับกัน หากร่างกายเราขาด “วิตามินซี” หรือมีปริมาณวิตามินซีน้อยเกินไป อาจส่งผลทำให้เกิดอาหารเหล่านี้ได้
– เป็นหวัดง่าย ภูมิต้านทานโรคและความสามารถในการกำจัดพิษลดลง – ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น เกิดจุดด่างดำ ฝ้า มีเลือดออกตามไรฟัน – อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ประสาทสัมผัสด้อยลง – มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะ ตับ และส่วนอื่นๆ – ประสิทธิภาพของต่อมหมวกไตลดลง เป็นภูมิแพ้ได้ง่าย – เป็นโรคโลหิตจาง หรือโรคต่างๆ ง่าย บาดแผลหายยาก หากขาดมากจะเป็นโรค โลหิตเป็นพิษ – เกิดโรคลักปิดลักเปิด
สำหรับผู้ที่กำลังกลุ้มใจ เพราะไม่รู้ว่าจะหาวิตามินซีมาทานได้จากที่ไหน … อยากจะบอกว่า ความจริงแล้วแหล่งของวิตามินซี เราสามารถหาได้จาก อาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป แต่แหล่งที่มีมาก คือ ผักสดและผลไม้ต่างๆ โดยเทียบง่ายๆ จากประเภทของอาหาร (100 กรัม) และวิตามินซี (มิลลิกรัม)
ดังนี้ มะขามป้อม 276, ฝรั่ง 160, พุทรา 154, มะขามเทศ 133, มะปรางสุก 107, มะละกอสุก 73,แคนตาลูป 33, มะนาว 25 และมะยม 8 อย่างไรก็ตาม พึงตระหนักไว้ว่า “วิตามินซี”
เป็นวิตามินที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับวิตามินอื่นๆ และร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นได้เอง ดังนั้น ทุกคนจึงควรบริโภควิตามินซี แต่จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องของแต่ละบุคคล

ปลิงกับบทบาททางการแพทย์

หลายคนอาจจะรู้จักปลิงในฐานะของปรสิตที่ดูดเลือดกินเป็นอาหารและคิดว่าปลิงเป็นสัตว์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่ทราบหรือไม่ว่าที่จริงแล้วปลิงถูกนำมาใช้ช่วยรักษาโรคได้ ปลิงจัดอยู่ในไฟลัมแอนนิลิดา (Annelid)  subclass Hirudinea มีสองเพศในตัวเดียว (Hermaphrodite) คือมีทั้งอันฑะและรังไข่อยู่ในตัวเดียวกัน ผสมพันธุ์ภายในตัวเองโดยใช้ clitellum ในการเก็บไข่ ปลิงอาศัยอยู่ทั้งบนบกและในน้ำ มีขนาดลำตัวอยู่ระหว่าง 5 – 45 มิลลิเมตร ปลิงบางชนิดเป็นปรสิตที่กินเลือดสัตว์จำพวกปลาไปจนถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมและมนุษย์ โดยปลิงจะใช้อวัยวะที่เรียกว่าแว่นดูดหรือ sucker ซึ่งภายในจะมีขากรรไกรที่มีลักษณะเป็น 3 แฉกแต่ละแฉกจะมีฟันซี่เล็กๆอยู่จำนวนมากใช้สำหรับเกาะที่ตัวเหยื่อ นอกจากนั้นในน้ำลายของปลิงยังมีสาร Hirudin ที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดบริเวณที่ถูกปลิงกัดนั้นมีการไหลเวียนได้ตลอดเวลา และนี่คือเหตุผลที่แพทย์เลือกปลิงมาใช้เป็นการแพทย์ทางเลือก

 

ที่มา : http://cache.eb.com/eb/image?id=26996&rendTypeId=4

           เมื่อ 2500 ปีก่อน ปลิงเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในวงการแพทย์สมัยโบราณ โดยปลิงถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคและช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ ซึ่งประวัติการนำปลิงมาใช้รักษาโรคนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ อ้างอิงได้จากภาพวาดบนฝาผนังที่พบบริเวณหลุมศพในช่วงราชวงศ์ฟาโรห์ เนื่องจากวงการแพทย์สมัยนั้นยังไม่เจริญแพทย์ชาวอียิปต์จึงนำปลิงไปใช้รักษาอาการโรคไขข้ออักเสบ ช่วยบรรเทาอาการไข้ และช่วยในการผ่าตัดหลอดเลือดดำ คนอิยิปต์โบราณเชื่อว่าการที่คนเราเจ็บป่วยหรือเป็นโรคนั้นเกิดจากความไม่สมดุลในร่างกายและหากต้องการทำให้อาการป่วยนั้นหายไปจะต้องปฏิบัติดังนี้คือ ให้ผู้ป่วยขับสารพิษออกจากร่างกายโดยการถ่ายอุจจาระ หรืออาเจียนออกมา หรือให้ผู้ป่วยอดอาหารเพื่อรอให้ร่างกายขับสารพิษออกมาและวิธีสุดท้ายคือการเอาเลือดเสียออกจากร่างกาย ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำปลิงมาช่วยรักษาโรคนั่นเอง

 

ที่มา : http://brevity.biz/images/leech.jpg

               ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ได้มีการค้นคว้าและทำงานวิจัยเพื่อนำปลิงมาใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบ ปวดบวมหรือมีอาการทางสมองเช่น ปวดศีรษะหรือเลือดคั่งในสมอง โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องใช้การปลูกผิวหนังหรือเนื้อเยื่อรวมไปถึงการผ่าตัดอวัยวะต่างๆ เช่น การต่อกระดูกนิ้วเท้า ต่อแขน ขา โดยปลิงจะถูกนำมาช่วยรักษาอาการเลือดคั่งตามผิวหนังบริเวณที่เพิ่งได้รับการปลูกถ่ายใหม่ตลอดจนช่วยฟื้นฟูระบบการหมุนเวียนของเลือดบริเวณที่ผ่าตัดได้ ดังจะเห็นได้จากผลการวิจัยของ Essen – Mitte Clinic ในเยอรมันที่นำปลิงมาใช้รักษาคนไข้จำนวน 16 คน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่มีอายุเฉลี่ย 68 ปีและได้รับความเจ็บปวดจากโรคข้อต่อกระดูกอักเสบ ซึ่งวิธีการรักษานั้นเริ่มจากการนำปลิงจำนวน 4 ตัวไปวางไว้ตรงบริเวณที่ผู้ป่วยมีอาการปวด เช่น บริเวณหัวเข่า จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วจึงนำปลิงออก ทำเช่นนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าอาการปวดนั้นบรรเทาลง ถ้าสังเกตจากขั้นตอนการรักษาแล้วดูเหมือนว่าปลิงจะมีส่วนช่วยทำให้อาการปวดนั้นบรรเทาลงได้ แต่ความจริงแล้วที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดนั่นอาจเป็นเพราะผู้ป่วยได้รับสาร Hirudin ในน้ำลายของปลิงที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกชา นั่นหมายความว่าปลิงไม่ได้ช่วยทำให้อาการของโรคข้อต่อกระดูกอักเสบหายไปเพียงแต่ช่วยทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดในขณะที่ทำการรักษามากกว่า ส่วนข้อควรระวังของการนำปลิงมาใช้รักษาโรคคือ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแพ้สาร Hirudin ที่ได้รับจากปลิง อาจทำให้เกิดอาการแพ้จนเกิดเป็นผื่นคันตามผิวหนัง และอาจมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วย ดังนั้นแพทย์จึงต้องทำการทดสอบผู้ป่วยก่อนทุกครั้งก่อนที่จะนำปลิงมาใช้รักษาทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง

 

ที่มา : http://img187.imageshack.us/img187/5619/leech2rz5.jpg

เอกสารอ้างอิง 1. Medical Leeches BBC news http://news.bbc.co.uk/1/hi/health/6940832.stm 2. The humble leech’s medical magic BBC news http://news.bbc.co.uk/1/hi/health 3. About leeches research institute of regeneration http://www.frb.spb.ru/eng/leeches.htm 4. Leeches definition medical encyclopedia: leeches http://www.answers.com/topic/leech?cat=health 5. Leeches ‘reduce arthritis pain’ BBC news http://news.bbc.co.uk/1/hi/health/1543325 6. FDA approves leeches as medical devices Msnbc Health http://www.msnbc.msn.com/id/5319129/#storyContinued 7. The Practice of leeching throughout history Science in Africa http://www.scienceinafrica.co.za/2003/july/leech.htm. 8. Leech Wikipedia http://www.en.wikipedia.org/wiki/Leech    9. The return of the leech Health perspectives http://pubs.acs.org/subscribe/journals/tcaw/10/i10/html/10health.html

หมู่เกาะกาลาปากอส โดย.. ธีรพัฒน์  เวชชประสิทธิ์

สถานที่ตั้ง

กาลาปากอสเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเอกวาดอร์ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ไปในแนวเส้นศูนย์สูตรประมาณ 1,000 กิโลเมตร กาลาปากอสเป็นหมู่เกาะที่ประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวน 19 เกาะ รวมพื้นที่ของหมู่เกาะประมาณ 8,000 ตารางกิโลเมตร หมู่เกาะกาลาปากอสกำเนิดมาจากภูเขาไฟซึ่งในปัจจุบันภูเขาไฟที่อยู่ทางตะวันตกของหมู่เกาะหลายลูกยังเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ พื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่เกาะกาลาปากอสได้ถูกจัดตั้งเป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ รวมทั้งเป็นพื้นที่สงวนทางทะเลอีกด้วย จนกระทั้งในปี ค.ศ. 2001 พื้นที่ดังกล่าวได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่มรดกโลกทั้งทางบกและทะเลโดย องค์กร UNESCO

Charles Darwin กับกาลาปากอส

ความมีชื่อเสียงของหมู่เกาะกาลาปากอสที่ทำให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์อยากมีโอกาสไปเยือนกาลาปากอส เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1835 เมื่อชายชาวอังกฤษที่ชื่อ Charles Darwin ได้มีโอกาสมาเยือนหมู่เกาะแห่งนี้ Darwinซึ่งเดินทางมาพร้อมกับเรือ Beagle ซึ่ง     เป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้คือการสำรวจสิ่งมีชีวิตต่างๆ ฟอสซิส และสภาพภูมิประเทศตามแนวชายฝั่งทะเลทั่วโลก หลังจากใช้ระยะเวลา 3 ปี  ในการสำรวจชายฝั่งแถบสาธารณรัฐอาร์เจนตินาและประเทศชิลี
ที่มา : http://www.gct.org/index.html                                                                                                                                                                                                                                                                                                                 สถานที่แรกในหมู่เกาะกาลาปากอสที่ Darwin ได้สำรวจสิ่งมีชีวิตคือ เกาะ  San Cristobal ที่เกาะแห่งนี้ Darwin พบสัตว์และพืชที่มีความแตกต่างกันหลายชนิดซึ่งรวมไปถึง อีกัวนาทะเล เต่ายักษ์ และเหยี่ยวกาลาปากอส หลังจากนั้น Darwin ได้เดินทางต่อไปยังเกาะ  Floreana ที่เกาะแห่งนี้ Darwin ได้พบกับ Nicholas Lawson ผู้ปกครองเกาะชาวอังกฤษ ซึ่งได้กล่าวกับ Darwin ถึงเต่าบนหมู่เกาะกาลาปากอสซึ่งบอกไม่ได้ว่าเต่าเหล่านี้มาจากเกาะใดเกาะหนึ่งเนื่องจากกระดองของเต่าในแต่ละที่มีลักษณะของกระดองที่แตกต่างกัน  ในเวลา 5 สัปดาห์ของการสำรวจ Darwin ยังเดินทางไปยังเกาะต่างๆ อีกหลายเกาะ รวมทั้งเกาะ Isabela ซึ่งเป็นสถานที่แรกที่ได้เห็นอีกัวนาบกอีกด้วย                ความหลากหลายในกาลาปากอส                เต่ายักษ์กาลาปากอสเป็นสัตว์ที่รู้จักกันดีที่สุดเมื่อเอ่ยถึงหมู่เกาะกาลาปากอส  เต่ายักษ์กาลาปากอส ถูกเรียกว่า Galapago ซึ่งหมายถึงเต่าในภาษาสเปน เต่ายักษ์หนักถึง 250 กิโลกรัมและมีอายุได้นานกว่า 100 ปี เต่ายักษ์บนหมู่เกาะกาลาปากอสมีบรรพบุรุษมาจากเต่าสายพันธุ์เดียวกัน คือ Geochelone elephantopus  ซึ่งปัจจุบันแบ่งออกเป็น 14 ชนิดย่อย และเชื่อว่า 3 ใน 14 ชนิดย่อยนั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้ว

ที่มา : http://www.gct.org/index.html

ส่วนอีกัวนาเป็นสัตว์ในกลุ่มเดียวกับกิ้งก่าซึ่งบนหมู่เกาะกาลาปากอสพบได้ทั้งอีกัวนาบกและอีกัวนาทะเล อีกัวนาบกที่พบบนเกาะมีลำตัวสีเหลือง    ยาวประมาณ 1 เมตรและมีน้ำหนักประมาณ 13 กิโลกรัม เชื่อกันว่าบรรพบุรุษของอีกัวนาบกมาจากอีกัวนาที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ซึ่งลอยมากับพืชน้ำจนมาถึงหมู่เกาะกาลาปากอส สำหรับอีกัวนาทะเลในหมู่เกาะกาลาปากอสมีความพิเศษกว่ากิ้งก่าชนิดอื่นๆ คือเป็นกิ้งก่าชนิดเดียวในโลกที่อาศัยอยู่บนบกแต่สามารถดำน้ำลงไปในทะเลเพื่อหากินสาหร่ายทะเลชนิดต่างๆ ได้  การที่มันสามารถอยู่ในทะเลและบนบกได้ทำให้อีกัวนาสามารถหลบหนีจากผู้ล่าได้ดี  จึงทำให้พบอีกกัวนาได้ทั่วทุกแห่งในหมู่เกาะนี้และมีจำนวนมากกว่า 300,000 ตัว

นอกจากเต่ายักษ์ อีกัวนาและนกชนิดต่างๆ แล้ว ยังพบพืชประจำถิ่นบนหมู่เกาะนี้อีกกว่า 560 ชนิด ซึ่ง1ใน 3 ของพืชเหล่านี้พบได้เฉพาะในหมู่เกาะแห่งนี้เท่านั้น เนื่องจากบนเกาะขาดแมลงและสัตว์ต่างๆ ที่ช่วยในการผสมเกสร แต่จะอาศัยเต่ายักษ์และอีกัวนาในการขยายพันธุ์โดยผลิตผลซึ่งเป็นอาหารของสัตว์เหล่านี้ สังเกตเห็นว่าไม่ค่อยพบเห็นพืชที่มีดอกใหญ่หรือสีสันสวยงามเพื่อใช้ดึงดูดแมลง

กาลาปากอสกับวิวัฒนาการ
               หลังจากที่Darwinเดินทางกลับไปยังประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1836 Darwinได้ส่งตัวอย่างสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ไปให้นักวิทยาศาสตร์หลายๆคนช่วยศึกษา ซึ่งจากการศึกษาตัวอย่างนกจำนวน 26 ชนิด พบว่า 25 ชนิดเป็นนกชนิดใหม่ และในจำนวนนั้นมี 3 ตัวอย่างที่พบว่ามีลักษณะแตกต่างกันแต่เมื่อทำการศึกษาแล้วกลับพบว่าเป็นนกชนิดเดียวกัน                                 จากข้อมูลต่างๆที่ได้จากการเดินทางไปสำรวจกับเรือ Beagle ทำให้ Darwinได้นำเสนอทฤษฏีวิวัฒนาการ ซึ่งเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตนั้นๆ อาศัยอยู่
ตัวอย่างสัตว์ที่แสดงถึงการมีวิวัฒนาการ คือ นกฟินช์ที่อาศัยอยู่ที่หมู่เกาะกาลาปากอส ซึ่งแต่เดิมมีนกฟินซ์อาศัยอยู่บนหมู่เกาะเพียงชนิดเดียวโดยกินเมล็ดพืชตามพื้นดินเป็นอาหาร ต่อมาได้มีวิวัฒนาการกลายเป็นนกฟินซ์ชนิดต่างๆ ประมาณ 14 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะมีลักษณะของจงอยปากที่แตกต่างกันออกไปตามอาหารที่กิน เช่น large ground finch เป็นนกฟินซ์ที่กินเมล็ดพืชเป็นอาหารจะมีจงอยปากที่กว้างและใหญ่ ส่วน cactus finch เป็นนกฟินช์ที่กินนำหวานจากต้นกระบองเพชรจะมีจงอยปากที่ยาวและโค้งลง เป็นต้น


อ้างอิง

http://www.gct.org/index.html (ข้อมูล+ภาพหมู่เกาะ+ภาพเต่ายักษ์) http://terrytao.wordpress.com/2007/07/19/darwins-finches-and-introgressive-hybridisation/ (ภาพนกฟินช์) http://www.the-lizard-lounge.com/content/gallery/lizard-pictures/marine-iguana-01.asp (ภาพ Iguana

กำลังใจดีๆ ให้ตัวเอง

Image

กำลังใจดีๆ ให้ตัวเอง

 .. ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า แม้แต่คนโง่ที่สุดยังฉลาดในบางเรื่อง และคนฉลาดที่สุด ก็ยังโง่ในหลายเรื่อง ..

.. ไม่มีอะไรเสียเวลาไปมากกว่า การคิดที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอดีต

ไม่เคยมีอะไรช้าเกินไป ที่จะทำใหสิ่งที่ตนฝัน ..

.. คนที่ไม่เคยหิว ย่อมไม่ซาบซึ้งรสของความอิ่ม

ความสำเร็จที่ผ่านความล้มเหลว ย่อมหอมหวานกว่าเดิม ..

.. อันตรายที่สุดของชีวิตคนเราคือ การคาดหวัง อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ เหตุผลขอคนๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่เหตุผลของคน อีกคนนึง ถ้าคุณไม่ลองก้าว คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า ทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ปัญหาทุกอย่างล้วนอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง ..

.. คนเรา ไม่ต้องเก่งไปทุกอย่าง แต่จงสนุกกับงานทุกชิ้น ที่ได้ทำ ..

หัวใจของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย หากอยู่ที่ประสบการณ์สองข้างทาง .. มากกว่า

………………………………….

บทความจาก http://www.watsuthatschool.com/viteput/

มีไปทำไม

“มีไปทำไม”

มีเงินนับแสนล้าน แต่ใช้จริงวันละไม่ถึงร้อย

มีบ้านใหญ่โตอย่างกับวัง แต่อยู่กันแค่ 4 คน พ่อแม่ลูก

มีรถนับสิบสิบคัน แต่ใช้งานจริงแค่คันเดียว

มีเตียงใหญ่โตมโหฬาร แต่นอนเพียงแค่เต็มแผ่นหลัง

มีนาฬิกาแสนแพง แต่ไม่เคยทำอะไรตรงเวลา

มีเวลาอยู่ในโลกไม่ถึงร้อยปี แต่กลับแบ่งเวลาไปริษยาคนอื่น

มีกฏหมายนับพันมาตรา แต่มีอาชญากรอยู่เต็มเมือง

มี ส.ส. อยู่เต็มสภาพ แต่มาประชุมไม่เคยครบเลย

มีพ่อแม่อยู่ที่บ้าน แต่ไม่เคยปรนิบัติท่านเลย

มีอำนาจอยู่เต็มมือ แต่ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรเลย

มีภรรยาแสนดี แต่ไม่เคยแบ่งเวลาให้เธอเลย

มีลูกแสนน่ารัก แต่ไม่เคยโอบกอดลูกเลย

มีพระไตรปิฏกอยู่เต็มตู้ แต่ไม่เคยเปิดออกมาศึกษาเลย

มีวัดอยู่แทบทุกหมู่บ้าน แต่ศีลธรรมของสังคมแย่ลงทุกวัน

มีรองเท้าเป็นพันคู่ แต่ใส่จริงแค่วันละคู่

มีพี่น้องนับ สิบคน แต่แตกสามัคคีกันทุกคน

มีมือมีเท้าสมบูรณ์ แต่ไม่เคยลงแรงทำอะไรเลย

มีหูอยู่สองข้าง แต่ไม่เคยฟังธรรมเลย

มีตาอยู่สองข้าง แต่ไม่เคยมองหาสิ่งที่ดีเลย

มีเท้าอยู่สองข้าง แต่ไม่เคยเดินเข้าหาโอกาสเลย

มีปัญญาอยู่กับตัว แต่กลับใช้อารมณ์เป็นใหญ่

จะเห็นได้ว่าหลายสิ่ง แม้มีเราก็ไม่ได้ใช้ หลายสิ่ง แม้มีเราก็ไม่เห็นคุณค่า บทความนี้คงทำให้หลายคนฉุกคิดได้ว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ “มี

18 เคล็ดลับสุขภาพดี

1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

   2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

   3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

   4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

   5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

   6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

   7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

   8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

   9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

   10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

   11. ดื่มน้ำเร็ว…อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

   12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

   13. เบาหวานอย่าทานไข่
ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

   14. อยากผอมต้องน้ำเย็น
การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

   15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

   16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

   17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

   18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ